สุดยอดคู่มือ วิธีใช้ “คำกริยาภาษาอังกฤษ” สำหรับมือใหม่

|

ถ้าคุณเคยได้ยินคำมาว่า คำกริยาภาษาอังกฤษนั้นมีเยอะ และสำคัญมาก ๆ สำหรับคนที่อยากเรียนภาษาอังกฤษ หรืออยากพูดภาษาอังกฤษเป็น

คุณได้ยินมาถูกแล้วค่ะ

แต่บางครั้งคุณเปิดดูจากที่นั่น ที่นี่ มันเยอะจนงงไปหมด

เบญเลยรวบรวมสิ่งที่คุณควรรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคำกริยาภาษาอังกฤษมาให้ว่า…

คำกริยาภาษาอังกฤษ คืออะไร

คำกริยาภาษาอังกฤษ มีกี่ประเภท

วิธีใช้คำกริยาในประโยคภาษาอังกฤษ

เรียนคำกริยาภาษาอังกฤษเพิ่มที่ไหน

รับรองว่าถ้าคุณอ่านโพสต์นี้แล้ว จะเข้าใจคำกริยาภาษาอังกฤษ และรู้วิธีการเอาไปใช้ หรือแต่งประโยคเบื้องต้นแน่นอน

คำกริยาภาษาอังกฤษ คืออะไร

คำกริยา หรือ Verbs เป็นคำที่อธิบายการกระทำ หรือการถูกกระทำของนาม/สรรพนามในประโยค ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกาย หรือความคิด และก็อธิบายถึงสถานะของประธานด้วย เช่น แม่กินข้าว แมวไปเที่ยว เธอเป็นครู เป็นต้น

คำกริยาภาษาอังกฤษ มีกี่ประเภท

คำกริยาภาษาอังกฤษ มี 2 ประเภท คือ คำกริยาหลัก/คำกริยาแท้ (Main Verbs) คำกริยาช่วย (Auxiliary/Helping Verbs)

คำกริยาหลัก/คำกริยาแท้ (Main Verbs)

เป็นกริยาที่สำคัญของการแต่งประโยค ถ้าไม่มีคำกริยานี้หรือถูกตัดออกจะทำให้ประโยคไม่มีความหมายอะไรเลย แบ่งออกเป็น 2 แบบ:

1. Intransitive Verbs คำกริยาที่มีความหมายสมบูรณ์ในตัว

เป็นคำกริยาที่ใช้ในประโยคได้โดยที่ไม่ต้องใช้กรรมช่วย และยังเข้าใจ เช่น

He swims every day. เค้าไปว่ายน้ำทุกวัน

We talk often. พวกเราคุยกันบ่อย

และคำกริยาอื่น ๆ เช่น jump, run, sleep, sing เป็นต้น

2. Transitive Verbs คำกริยาที่มีไม่มีความหมายสมบูรณ์ในตัว

คำกริยาพวกนี้ต้องใช้กรรมเข้ามาช่วย เพื่อจะให้เป็นประโยคที่สมบูรณ์ เช่น

Tony eats apples for dinner. โทนี่กินแอปเปิ้ลเป็นอาหารเย็น

ถ้าไม่มี apples จะทำให้ประโยคนี้งงมาก Tony eats. โทนี่กิน (อะไรหรอ??)

และคำกริยาอื่น ๆ เช่น love, like, bring, throw เป็นต้น

คำกริยาช่วย (Auxiliary/Helping Verbs)

คำกริยาช่วย คือ คำกริยาที่ทำหน้าที่ช่วยเสริมกริยาตัวอื่นในประโยคให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น หรือบางครั้งใช้เป็นกริยาแท้และใช้เดี่ยว ๆ ในประโยคเลยก็ได้

แบ่งเป็น 4 กลุ่ม:

1. Verb to be (is, am, are, was และ were)

กลุ่มคำกริยาช่วยที่เป็นได้ทั้งกริยาหลัก หมายถึง เป็น อยู่ คือ หรือเป็นกริยาช่วย วางไว้ข้างหน้าคำกริยาอื่น เพื่อทำให้เป็นประโยคที่สมบูรณ์มากขึ้น

He, She, It และประธานเอกพจน์ ใช้ is เช่น

Sarah is a doctor. ซาร่าห์เป็นหมอ

She is going to school at 7 am today. วันนี้เค้าจะไปโรงเรียน 7 โมงเช้า

หรือใช้ was ถ้าพูดถึงอดีต เช่น

He was a student at Assumption School. เค้าเคยเป็นนักเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ

Babara was standing there an hour ago. บาบาร่ายืนอยู่ตรงนั้นเมื่อ 1 ชม. ที่แล้ว

You, They, We และประธานพหูพจน์ ใช้ are เช่น

They are not my friends. พวกเค้าไม่ใช่เพื่อนฉัน

You are walking too fast. คุณกำลังเดินเร็วเกินไป

หรือใช้ were ถ้าพูดถึงอดีต เช่น

Tina and Titan were together 2 years ago. ทิน่ากับไททันเคยคบกัน 2 ปีที่แล้ว

We were crying when we watch this film last time. พวกเราร้องไห้ตอนที่ดูหนังเรื่องนี้ครั้งก่อน

I ใช้ am เช่น

I am at my mum's. ฉันกำลังอยู่ที่บ้านแม่ตอนนี้

I am eating out tonight. ฉันจะกินข้าวนอกบ้านคืนนี้

หรือใช้ was ถ้าพูดถึงอดีต เช่น

I was there 20 minutes ago. ฉันเคยอยู่ที่นั่น 20 นาทีที่แล้ว

I was done with this guy years ago. ฉันเลิกกับผู้ชายคนนี้มาหลายปีแล้ว

2. Verb to do (do, does และ did)

คำกริยาช่วยกลุ่มนี้ เรามักจะใช้ขึ้นสำหรับประโยคคำถาม หรือว่าใช้เน้นประโยคบอกเล่านั้นให้ชัดเจนขึ้น

He, She, It, และประธานเอกพจน์ ใช้ does เช่น

Does he want to go fishing tomorrow? เค้าอยากไปตกปลาพรุ่งนี้หรอ

It doesn't look like what you said. มันไม่เห็นเหมือนที่เธอบอกเลย

He does work really hard. เค้าทำงานหนักจริง ๆ นะ

You, They, We, I และประธานพหูพจน์ ใช้ do เช่น

Do you want some ice cream? เธออยากกินไอศกรีมมั้ย?

I don't want to watch that film. ฉันไม่อยากดูหนังเรื่องนั้นเลย

I do love you so much. ฉันรักเธอมากจริง ๆ นะ

ถ้าพูดถึงอดีต ทุกประธานจะใช้ did เช่น

Did he say he wants to eat Shabu? เค้าบอกว่าอยากกินชาบูหรอ

Nathan didn't do that เนตั้นไม่ได้ทำนะ

3. Verb to have (have, has และ had)

คำกริยาช่วยกลุ่มนี้ เป็นได้ทั้งคำกริยาหลัก ที่แปลว่า มี กิน หรือดื่ม หรือถ้าเป็นกริยาช่วยจะขึ้นต้นของประโยคคำถาม และมีคำกริยาช่อง 3 คำอื่นในประโยคด้วยด้วย

He, She, It, และประธานเอกพจน์ ใช้ has เช่น

He has 5 kittens at home. เค้ามีลูกแมว 5 ตัวที่บ้าน

Micah has got a lot of money. ไมก้ามีเงินเยอะมาก

**ถ้าเป็นประโยคปฏิเสธ ตามหลัง doesn't จะใช้ have ทั้งหมด

You, They, We, I และประธานพหูพจน์ ใช้ have เช่น

Billy and I have a party to go to tonight. บิลลี่กับฉันมีปาร์ตี้ทีต้องไปคืนนี้

Sorry, we don't have Olive's phone number. ขอโทษทีนะ พวกเราไม่มีเบอร์ของโอลีฟ

They have eaten this tuna sandwich before. พวกเค้าเคยกินแซนวิชทูน่าอันนี้มาก่อน

ถ้าพูดถึงอดีต ทุกประธานจะใช้ had เช่น

We had so much fun. พวกเราสนุกมากเลย

I had noodles for lunch today. วันนี้ฉันกินก๋วยเตี๋ยวไปตอนเที่ยง

4. Modal Verbs (can, could, shall, should, will, would, may, might, must, need)

กริยาช่วยกลุ่มนี้จะใช้สำหรับแสดงความต้องการ ความสามารถ ความเป็นไปได้ และความจำเป็น พูดถึงเจตนาของประโยค ต้องใช้คำกริยาหลักคำอื่นด้วย เช่น

Can you help me cook today? เธอช่วยฉันทำอาหารหน่อยได้มั้ยวันนี้

I could not sleep last night. ฉันนอนไมหลับเลยเมื่อคืน

Ken will go to the gym this evening. เคนจะไปยิมเย็นนี้

วิธีใช้คำกริยาในประโยคภาษาอังกฤษ

จริง ๆ แล้วการใช้คำกริยาในประโยคนั้นมีหลายแบบมาก ตามหลักการแต่งประโยคตามไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ แต่ว่าเบญจะเอามาให้คุณรู้จักแค่บางอันที่เชื่อว่าจะได้ยิน และได้ใช้บ่อย ๆ แน่นอน

คำกริยาเติม ing

เป็นการพูดถึงสิ่งที่ทำอยู่ในตอนนี้ หรือในปัจจุบัน ซึ่งการเติม ing ในคำกริยานี้ ประธานจะต้องใส่ Verb to be ด้วย เช่น

He is riding a horse. เค้ากำลังขี่ม้า

She is knocking on the door. เธอกำลังเคาะประตู

I am looking at that beautiful bird. ฉันกำลังดูนกสวย ๆ นั้นอยู่

คำกริยา 3 ช่อง

คำกริยา 3 ช่อง ใช้ในหลักการแต่งประโยคภาษาอังกฤษที่ต่างกัน แบ่งออกเป็น 5 แบบ:

1. ไม่เปลี่ยนรูปเลย เช่น

cut | cut | cut ตัด

wet | wet | wet ยืน

2. เปลี่ยนรูปช่อง 2 เช่น

run | ran | run นั่ง

come | came | come มา

3. เปลี่ยนรูปช่อง 2 และ 3 (เหมือนกัน) เช่น

sit | sat | sat นั่ง

stand | stood | stood ยืน

say | said | said พูด

4. เปลี่ยนรูปทั้ง 3 ช่อง เช่น

drink | drank | drunk ดื่ม

eat | ate | eaten กิน

go | went | gone ไป

5. ช่อง 2 และ 3 เติม ed

look | looked | looked มอง

like | liked| liked ชอบ

watch | watched | watched ดู

อยากได้คำกริยา 3 ช่อง เพิ่ม ดูได้เลยที่ > รวมคำกริยา 3 ช่อง พร้อมคำอ่าน และคำแปล

ช่อง 1 ใช้ในปัจจุบัน หรือพูดถึงสิ่งที่ทำเป็นประจำ

ใช้ในปัจจุบันก็เหมือนกันที่เบญได้อธิบายไปข้างบนนะคะ ก็คือการเติม ing ไปข้างหลัง แต่เบญจะยกตัวอย่างการพูดถึงสิ่งที่ทำเป็นประจำ หรือไม่ได้เจาะจงว่าตอนนี้ หรือเกิดขึ้นไปแล้ว ส่วนใหญ่จะเติมว่าบ่อยแค่ไหน เช่น

I go for a walk every day. ฉันไปเดินเล่นทุกวัน

My mum takes the rubbish out twice a week. แม่เอาขยะไปทิ้งอาทิตย์ละ 2 ครั้ง

She talks a lot. เค้าพูดเยอะมากเลย

(เบญอธิบายไว้ให้ข้างล่างแล้วนะคะว่าทำไมคำกริยาบางคำเติม s)

ช่อง 2 ใช้กับอดีต สิ่งที่เคยเกิดขึ้นไปแล้ว

แต่งประโยคพูดถึงสิ่งในอดีตก็แค่เปลี่ยนจาก ช่อง 1 เป็นช่อง 2 และเป็นรูปแบบประโยคที่เราจะได้ยิน และได้ใช้บ่อยมากในการสนทนาภาษาอังกฤษ เช่น

He saw a red car. เค้าได้เห็นรถสีแดง

Naya and I went to the park. นาญากับฉันไปสวนสุขภาพมา

ช่องที่ 3 ใช้กับการบอกเหตุการณ์ที่เสร็จสิ้นไปแล้ว หรือเคย

ส่วนใหญ่ช่องที่ 3 นี้จะมาพร้อมกันกับ have/has เช่น

Have you done your homework? เธอทำการบ้านเสร็จหรือยัง

Has he eaten yet? เค้ากินข้าวหรือยัง

I have never seen this dog before. ฉันไม่เคยเห็นหมาตัวนี้มาก่อนเลย

Have we been to the office this week? อาทิตย์นี้เคยได้เข้าไปที่ออฟฟิศหรือยัง

บางครั้งก็มากับ Verb to be เช่น

They are gone. พวกเค้าไปแล้ว

ถ้าคุณเพิ่งเริ่มแต่งประโยคภาษาอังกฤษ เบญแนะนำให้เริ่มจากแค่ ช่อง 1 กับ ช่อง 2 ก่อนค่ะ ส่วนช่อง 3 จะค่อยตามมาทีหลัง

แต่เบญเขียนไว้ให้อ่าน เผื่อว่าคุณได้เห็น หรือได้ยินใครพูดที่ไหนจะได้เข้าใจค่ะ

คำกริยาเติม s/es

เวลาใช้คำกริยาช่อง 1 พูดถึงสิ่งที่ทำเป็นประจำ ถ้าประธานเป็น He, She, It หรือเอกพจน์ คำกริยาจะต้องเติม s/es ข้างหลัง เช่น

Robert runs every day. โรเบิร์ตวิ่งทุกวัน

She takes 30 minutes in the shower. เธอใช้เวลาอาบน้ำ 30 นาที

ถ้าเป็นคำกริยาที่ลงท้ายด้วย ch, sh, x และ s จะเติม es เช่น

Philip watches 3 films a day. ฟิลิปดูหนังวันละ 3 เรื่อง

My baby kisses me on my cheek to say good night. ลูกจุ๊บแก้มฉันเพื่อบอกว่าฝันดี

Sam fixes my computer every month. แซมซ่อมคอมของฉันทุกเดือน

เบญแนะนำให้คุณลองฝึกแต่งประโยคตามไปด้วยตามหลักการที่เบญได้อธิบายไว้ข้างบนนะคะ มันจะช่วยให้คุณเข้าใจมากขึ้น

เรียนคำกริยาภาษาอังกฤษเพิ่มที่ไหน

ถามว่าจะให้จำทุกอย่างในคู่มือวันนี้ทั้งหมดภายในวันนี้หรอ คงเป็นไปไม่ได้ค่ะ 😭

แต่เบญเชื่อว่าการที่เราได้ใช้ ได้ฟัง และก็ได้พูดตาม คำกริยา และประโยคตัวอย่างบ่อย ๆ จะทำให้เราจำได้ และก็ใช้เป็น โดยที่ไม่ต้องนั่งท่องจำอีกเลย

เบญเลยเอาคอร์สเรียนที่เบญใช้ประจำที่ช่วยฝึกคำกริยา และประโยคภาษาอังกฤษเป็นประจำมาฝากคุณด้วยค่ะ

ถือว่าเป็นทางลัด ที่คุณไม่ต้องกลับมานั่งอ่านอันนี้ซ้ำ หรือว่าพยายามจำทั้งหมดให้ได้ด้วยตัวเองก็ได้

คอร์สเรียนภาษาอังกฤษ EnglishClass101 เป็นคอร์สที่ได้รวบรวมคำศัพท์ และก็ประโยคภาษาอังกฤษที่เราจะได้ใช้เป็นประจำในชีวิตมาให้เราได้ฝึกพูด-ฟัง

และอย่างที่รู้ค่ะ เค้าเองก็มีคำกริยาภาษาอังกฤษ และวิธีใช้ในประโยค มาให้เราเรียนเพิ่มด้วย โดยที่เราจะดูวีดีโอทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำกริยาแต่ละคำมากขึ้น

และก็เข้าไปฝึกฟังทีละคำ ทีละประโยค และถ้าคุณอัพเกรดเป็น Premium หรือ Premium Plus ก็จะได้ฝึกพูดตาม อัดเสียงตัวเอง และฟังเสียงตัวเองซ้ำได้อีกด้วยนะคะ

เหมือนรูปข้างล่างนี้เลย

บอกได้เลยว่าเค้ามีคำกริยาภาษาอังกฤษ มากกว่า 50 คำ ให้เราได้เรียน และก็แต่ละคำก็มีตัวอย่างใช้ในประโยคหลายประโยคให้เราได้ดูด้วยค่ะ

และคุณก็ไม่ต้องรีบนะคะ ลงทะเบียนกับ EnglishClass101 และก็ฝึกฟัง และเรียนไปเรื่อย ๆ ได้เลย รู้ตัวอีกทีคุณก็เข้าใจคำกริยามากขึ้น และวิธีใช้มันในประโยคมากยิ่งขึ้นแน่นอน

เลือกการแจ้งเตือน *สำคัญมาก
แจ้งเตือน
guest
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูคอมเม้นทั้งหมด

อยากเก่งภาษา แต่ไม่รู้ต้องเริ่มยังไง?

เบญมีแบบทดสอบ เพื่อช่วยหาคอร์สเรียนที่ดีที่สุด และเหมาะสมกับคุณมากที่สุด

โดยที่คุณไม่ต้องเสียเวลาไปนั่งหาเอง ราคาถูก สอนโดยเจ้าของภาษาแท้ ๆ และรับรองได้เลยว่าจะช่วยให้คุณเก่งภาษาในฝันของคุณได้ในชาตินี้อย่างแน่นอน