7 เคล็ดลับที่คุณไม่เคยรู้ ช่วยให้ออกเสียงภาษาอังกฤษชัดเป๊ะ

|

ถ้าคุณเป็นอีกคนที่รู้จักแกรมม่าทุกอย่าง รู้จักคำศัพท์ภาษาอังกฤษทุกคำ แต่งประโยคภาษาอังกฤษได้ แต่พอเอาไปพูดกับฝรั่งจริง ๆ สิ่งที่ได้มาคือ…

สีหน้าที่งงงนว่าเมื่อกี้คุณพูดอะไร 😵🥴

ฝรั่งถามซ้ำ ๆ ว่า “I’m sorry, what?” หรือ “Can you repeat that please?” 😬

จนคุณรู้สึกว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างผิดปกติกับคุณแน่นอน คุณใช้คำศัพท์ผิด หรือว่าใช้แกรมม่าผิดหรือเปล่านะ

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คุณค่ะ แต่อยู่ที่การออกเสียงภาษาอังกฤษของคุณเท่านั้นเอง และมันแก้ไม่ยากเลย เพราะเบญได้รวบรวม สิ่งที่ช่วยให้เบญพูดภาษาอังกฤษได้ชัดขึ้นมาฝากแล้ว

คุณจะได้ไม่ต้องกลัวกับการพูดภาษาอังกฤษ แล้วฝรั่งฟังไม่ออกอีกต่อไป

ถ้าพร้อมที่จะสลัดปัญหาน่ารำคาญนั้นออก และเริ่มพูดภาษาอังกฤษชัดเป๊ะเหมือนเจ้าของภาษาแล้ว ก็ไปดูพร้อมกันเลยค่ะ

1. รู้จักกับเสียงตัวอักษรภาษาอังกฤษ

หลายครั้ง ที่โรงเรียนสอนภาษา หรือว่าคุณครูสอนภาษาจะบอกให้คุณเปรียบเทียบเสียงตัวอักษรภาษาอังกฤษ กับตัวอักษรภาษาไทย

การทำแบบนั้นมีทั้งข้อดี และก็ข้อเสีย

ข้อดีก็คือ มันทำให้เราเห็นภาพว่า ตัวนี้น่าจะออกเสียงประมาณไหน ทำให้เราจำได้ง่ายเมื่อเทียบกับเสียงของภาษาไทย

แต่ข้อเสียก็คือ เราจะออกเสียงคำภาษาอังกฤษนั้นเหมือนคำไทยเลย เช่น ball เราจะออกเสียงเป็น บ-อ-ล แต่เพราะคนไทยไม่ได้ออกเสียง ล ตอนท้าย คำนั้นเลยกลายเป็น บ-อ-น ซึ่งไม่ถูกต้องเลยในภาษาอังกฤษ

เบญเลยแนะนำให้คุณไปลองศึกษาการออกเสียงแต่ในละตัวอักษรภาษาอังกฤษ และพูดตามบ่อย ๆ ค่ะ เพราะว่ามันจะเป็นตัวช่วยหลัก ๆ เลยที่ทำให้คุณออกเสียงได้ชัดขึ้น

อย่างเช่น วีดีโอข้างล่างนี้นะคะ เค้าจะออกเสียงแต่ละตัวให้เราฟัง และก็จะออกเสียงคำศัพท์ให้ฟังด้วย จะช่วยให้เราได้เห็นความแตกต่างของแต่ละตัว

ป.ล. ดูการออกเสียงตามสำเนียงที่คุณอยากพูดได้ เลือกว่า ภาษาอังกฤษบริทิช หรือภาษาอังกฤษอเมริกัน เพราะว่าบางครั้งการออกเสียงแต่ละตัวอาจจะต่างกันค่ะ

เริ่มด้วยการลบเสียงต่าง ๆ ที่เราเคยเรียนออกจากหัวของเราให้หมดก่อน และเริ่มเรียนใหม่กับเสียงที่ถูกต้อง

อย่าลืมดูรูปปากของเค้าตอนที่ออกเสียงด้วยนะคะ จะมีบางคำที่เราต้องทำรูปปาก ให้เหมือนเค้าถึงจะออกเสียงเหมือนกันได้ เช่น

F กัดรีมฝีปากล่างนิดหน่อย ให้มีเสียงลมพุ่งออกมา

Z ทำเสียงสั่นในลำคอตอนพูด

B, M, P เม้มปากเวลาออกเสียง

และตัวอื่น ๆ ที่คุณลองเข้าไปสังเกตุได้ในวีดีโอข้างบน หรือวีดีโออื่น ๆ แต่ถ้าคุณดูจริง ๆ จะรู้เลยว่า ออกเสียงไม่เหมือนกับภาษาไทยเลยค่ะ

2. ฝึกฟังจากเจ้าของภาษา ดีที่สุด

การฟังภาษาอังกฤษบ่อย ๆ ก็เป็นอีกหนึ่งเคล็ดไม่ลับที่จะช่วยให้คุณพูด และออกเสียงภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้อง

เราหลาย ๆ คนเองก็เรียนภาษาอังกฤษกับครูไทยมาหลายสิบปี และนี่อาจจะเป็นหนึ่งในหลายเหตุผผลที่คุณเข้ามาอยู่ในโพสต์นี้ เพราะรู้สึกว่าตัวเองออกเสียงภาษาอังกฤษไม่เป๊ะสักที

และเบญก็ไม่ได้ว่าครูไทยสอนไม่ดี หรือสำเนียงไม่ดีนะคะ เพราะว่ามีหลายคนมากเลยที่พูดภาษาอังกฤษสำเนียงเหมือนเจ้าของภาษา

แต่เพราะว่าเราอยู่ในยุคที่จะป้อนภาษาอังกฤษจากเจ้าของภาษาให้ตัวเองเลยง่ายมาก และหลาย ๆ อย่างก็ฟรี หรือแทบไม่ต้องจ่ายแพงเลย เช่น

ฟัง Podcast ภาษาอังกฤษ

ฟังประโยค และคำศัพท์กับคอร์สเรียน Glossika

• ฟังเพลงภาษาอังกฤษ

ดูหนังเป็นภาษาอังกฤษ

และก็มีอีกหลายเคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณฟังภาษาอังกฤษเก่งขึ้น แต่อย่าลืมนะคะ เบญขอแนะนำให้คุณฝึกฟังจากสำเนียงเจ้าของภาษาจริง ๆ ถ้าทำได้

คุณจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในการที่คุณเริ่มสังเกตุการออกเสียงต่าง ๆ แน่นอน และเริ่มออกเสียงตามได้ถูกต้องตามสำเนียงภาษาอังกฤษที่คุณอยากเก่งอีกด้วยจ้า

3. สังเกตุรูปปาก และลิ้นตัวเองเวลาพูด

ไม่ใช่แค่สังเกตุรูปปาก ลิ้น และวิธีการออกเสียงภาษาอังกฤษจากเจ้าของภาษาเท่านั้น คุณต้องสังเกตุจากตัวเองเวลาที่เราพูดอีกด้วย

เพราะจริง ๆ แล้วมีหลายเสียงมาก ๆ ที่คนไทยไม่มี และเบญต้องยอมรับว่ามันยากมากค่ะที่จะฝึก อย่างเช่น ตัว r, l, th, sh, ch

เบญจำได้ว่า ตั้งแต่ที่รู้ว่าตัวเองออกเสียงตัว r ไม่ได้ เบญพยายามฝึกอยู่ประมาณ 1 ปีเลยค่ะ ที่จะเริ่มชินกับการออกเสียงตัว r ด้วยตัวเอง

แต่โชคดีหน่อยที่สมัยนี้ เรามีวีดีโอที่เจ้าของภาษาหลาย ๆ คนใจดีทำออกมาแบ่งปันไห้กับเราได้ลองฝึกตาม และจะทำให้เราเข้าใจเร็วขึ้นกว่าพยายามหาวิธีฝึกด้วยตัวเอง

ปัญหาใหญ่ของการออกเสียงพวกนี้ไม่ชัดก็คือว่า มันจะเปลี่ยนความหมายของคำที่เราพูดค่ะ เช่น

shirt – church ภาษาไทยจะใช้ตัว ช เหมือนกัน แต่ในภาษาอังกฤษ ตัว sh กับ ch ออกเสียงต่างกันโดยสิ้นเชิงเลย พอจะเห็นภาพใช่มั้ยคะ

หลังจากที่คุณได้ดูวีดีโอช่วยฝึกแล้ว เบญแนะนำให้ลองพูดหน้ากระจก และออกเสียงตามคำยาก ๆ ที่เราเพิ่งเรียนมาค่ะ เพราะว่าเป็นการออกเสียงแบบที่เราไม่ได้คุ้นเคยมาก่อนอาจจะใช้เวลา และก็ความเคยชิน

หรือปริ้นคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ขึ้นต้นด้วยตัวยาก ๆ มาฝึกออกเสียงบ่อย ๆ ในช่วงที่มีเวลาว่าง หรือทุกเช้าหน้ากระจก 5 นาที ก่อนไปทำงานได้เลย

4. เลียนแบบการออกเสียงให้เหมือนเป๊ะ

นี่คือ 3 สิ่งที่เบญสังเกตุว่าคนไทยชอบมองข้าม หรือว่ามองไม่เห็นว่ามันมีอยู่ในการพูดภาษาอังกฤษ และมันเป็นส่วนที่สำคัญในการออกเสียงภาษาอังกฤษให้ถูกต้อง

การเน้นเสียงพยางค์ภาษาอังกฤษ

เบญเพิ่งรู้มาไม่นานนี้ว่าจริง ๆ แล้วคำศัพท์ภาษาอังกฤษนั้น คุณจะออกเสียง และเน้นบางตัวตามใจชอบไม่ได้ เค้ามีกฎและวิธีที่เค้าทำกันอย่างถูกต้อง

เหมือนกับที่ภาษาไทยมีโทนเสียงผันวรรณยุกต์ ของภาษาอังกฤษมีการเน้นพยางค์ค่ะ

คุณอาจจะไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน แต่ลองคิดภาพตามดูนะคะ ว่าคำในภาษาอังกฤษที่มีหลายพยางค์ เค้าจะเน้นไปที่บางพยางค์

เช่น คำว่า introduce จะออกเสียงเป็น “in-tro-DUCE” เน้นพยางค์ที่ 3

และหลายครั้ง การเน้นพยางค์ในแต่ละคำก็เปลี่ยนความหมายได้ด้วย

เช่น คำว่า present ถ้าคุณออกเสียงว่า “PREsent” แปลว่าในขณะนั้น หรือของขวัญ แต่ละถ้าคุณออกเสียงว่า “preSENT” แปลว่า การนำเสนอ

ลองดูวีดีโออธิบายเพิ่มเติมข้างล่างค่ะ

เพราะฉะนั้น นอกจากการออกเสียงคำไม่ถูกที่ทำให้ความหมายเปลี่ยนแล้ว การเน้นเสียงผิดพยางค์ก็ทำให้คนฝรั่งฟังแล้วไม่เข้าใจว่าเราจะพยายามพูดถึงอะไรอีกด้วย

อย่าลืมจดไว้เป็นหนึ่งในหลายสิ่งที่คุณต้องฝึกนะคะ เพราะว่าสำคัญมากกก

คำลงท้ายภาษาอังกฤษ

เบญเคยสังเกตุหลายครั้ง เวลาที่ตัวเองพูดภาษาอังกฤษ แล้วฝรั่งมองหน้างง ๆ ไม่แน่ใจว่าเราพูดถึงคำไหน ส่วนหลัก ๆ ก็มาจากที่เราไม่ได้ออกเสียงตัวสุดท้ายในภาษาไทย

เราจะเห็นได้ว่า คำภาษาอังกฤษจะมีตัวลงท้ายหลายอย่าง เช่น t, m, st, หรือแม้แต่คำกริยาช่อง 2-3 ที่ต้องเติม ed ก็ออกเสียงไม่เหมือนเดิมค่ะ

ฉะนั้นเวลาที่เราพูดภาษาอังกฤษเราต้องแน่ใจว่าเราออกเสียงทุกตัว โดยเฉพาะตัวสุดท้าย เช่น tight (แน่น) ถ้าเราไม่ออกเสียง t จะกลายเป็น tie (เนคไท) ทันที

ต้องออกเสียงว่า tight ไททฺ หรือ ไททึ

กุญแจสำคัญก็คือ: คุณต้องจำเสียงอักษรภาษาอังกฤษจากเคล็ดลับที่ 1 ข้างบน และออกเสียงมันด้วยที่ท้ายคำ ก็จะทำให้คุณพูดภาษาอังกฤษได้ชัดขึ้นเลยอย่างไม่น่าเชื่อค่ะ

การเชื่อมเสียงภาษาอังกฤษ

มีประโยคภาษาอังกฤษหลายประโยค ที่จบด้วยตัวอักษร และอีกคำเริ่มด้วยสระ (a, e, i, o, u) และถ้าเราอยากตัวสุดท้ายมาเชื่อมกับตัวแรกของคำต่อไป

จะทำให้คุณยิ่งฟังเหมือนเจ้าของภาษามากขึ้นไปอีกค่ะ

เช่น I got it. (ฉันเข้าใจแล้ว) ให้เราออกเสียงว่า I-got-tit เอาเสียงตัว t มาเชื่อกับ it ข้างหลังค่ะ เหมือนเราพูดรวบ ๆ ลองออกเสียงตามดูนะคะ

went away ออกเสียงว่า เวน-ทเว

start in ออกเสียงว่า สทารฺ-ทิน

ถ้าคุณเข้าใจการเชื่อเสียงแบบนี้จะทำให้คุณฟังฝรั่งออกมากขึ้น เวลาที่ต้องคุยกันจริง ๆ เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนทำ และถ้าคุณทำได้ด้วย มันจะทำให้การพูดภาษาอังกฤษของคุณฟังดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น

แรก ๆ อาจจะรู้สึกแปลก ๆ แต่พอฝึกทำไปพักนึงแล้ว คุณจะพูดมันออกมาแบบอัตโนมัติเลยค่ะ

5. พูดออกเสียง และบันทึกเสียงตัวเอง

นอกจากจะฝึกพูดหน้ากระจกเพื่อให้เห็นรูปปาก และลิ้นของเราเวลาออกเสียงภาษาอังกฤษแล้ว การที่เราได้ยินเสียงตัวเองเปรียบเทียบกับเจ้าของภาษาก็สำคัญค่ะ

EnglishClass101 เป็นหนึ่งในหลายคอร์สเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์โปรดของเบญ ที่เบญใช้สำหรับการฝึกพูด ออกเสียงภาษาอังกฤษ

เพราะว่าเค้ามีบทเรียนที่เรียกว่า Line-by-line ที่แยกคำศัพท์ภาษาอังกฤษ และประโยคภาษาอังกฤษ ออกเป็นท่อนสั้น ๆ ไว้เราได้ฟังซ้ำ และฝึกออกเสียงตาม

และที่สำคัญที่สุดก็คือ คุณพูดตาม และบันทึกเสียงตัวเองไว้ฟังซ้ำได้ด้วยค่ะ

สำหรับเบญรู้สึกว่ามันมีประโยชน์มากเลยที่ได้ฟังทีละคำ ทีละประโยค ปรับความเร็วได้ด้วย เพราะว่าบางครั้งเราฟังประโยคทั่วไป และคนฝรั่งพูดเร็วมาก เราแทบฟังไม่ทันว่าเมื่อกี้เค้าออกเสียงยังไง

แต่บทเรียนของ EnglishClass101 จะช่วยให้คุณฟังแบบคำต่อคำ ชัด ๆ เน้น ๆ ถ้าอยากรู้จักคอร์สนี้มากขึ้นก็อ่านรีวิวเพิ่มเติมได้เลย

EnglishClass101

และไม่ต้องห่วงนะคะ ว่าคุณพูดรอบแรกแล้วยังฟังไม่เหมือนต้นฉบับ เพราะคุณจะบันทึกใหม่เป็นสิบ ๆ รอบเหมือนเบญจนกว่าจะเหมือนเป๊ะก็ได้ค่ะ ไม่มีใครว่าเลย

อย่าลืมเข้าไปลงทะเบียนกับ EnglishClass101 และเริ่มก๊อปปี้ทุกอย่างให้เหมือนเป๊ะเลย สำเนียง การออกเสียง จริตจะก้าน เอาให้ครบ 🤣

6. พูดให้ช้า และชัดขึ้น

บอกให้เข้าใจกันตรงนี้เลยว่า ถ้าคุณพูดภาษาอังกฤษช้า ไม่ได้หมายความว่าคุณพูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง

แต่ช่วงแรก ๆ ที่เรายังฝึกออกเสียงตัวอักษร เน้นแต่ละพยางค์ พยายามออกเสียงตัวสุดท้าย หรือว่าเชื่อมคำนั้น เบญแนะนำให้คุณพูดช้า ๆ ในแต่ละคำให้ชัดก่อนค่ะ

พอรู้สึกเริ่มชินกับในแต่ละคำ และค่อยพูดเร็วขึ้น

เพราะเบญเคยเห็นหลายคนเน้นไปที่ความเร็วอย่างเดียว ว่าถ้าฉันพูดภาษาอังกฤษได้แบบเร็ว ๆ รัว ๆ เลย ฝรั่งจะต้องมองว่าฉันพูดเก่งแน่นอน

แต่นั่นไม่จริงเลยค่ะ แต่จะยิ่งทำให้คนที่เราคุยด้วยงงกว่าเดิม และเค้าต้องถามย้ำไปมา ว่าเมื่อกี้เราพูดอะไร และจะยิ่งทำให้เรารู้สึกขาดความมั่นใจกว่าเดิม

ป.ล. ถ้าเราไม่เข้าใจและถาม หรือถ้าคนอื่นไม่เข้าใจว่าเราพูดอะไรและถามเราซ้ำ ไม่ใช่เรื่องแย่อะไรเลยนะคะ

และเบญเลยเป็นบ่อยค่ะ ที่พูดเร็วแล้วลิ้นรัว หรือว่าลืมไปว่าคำนี้ขึ้นต้นด้วย r ดันออกเสียงเป็นตัว l ไป ทำให้คนฟังงงยิ่งกว่าเดิมอีก

เริ่มด้วยช้า ๆ แต่ชัด ๆ ไปก่อน และความเร็ว กับความเป็นธรรมชาติจะค่อย ๆ ตามมาจ้า

6. ใช้ภาษาอังกฤษให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

เคล็ดลับสุดท้ายนี้ก็ไม่สำคัญน้อยไปกว่าเคล็ดลับข้ออื่น ๆ เลยค่ะ แถมอาจจะเป็นเคล็ดลับที่ช่วยให้เราออกเสียงชัดได้เร็วขึ้น และจะอยู่ติดตัวเราไปอีกนาน ๆ เลยด้วย

เคล็ดลับข้อนี้ทำได้ง่าย ๆ โดยการที่คุณพูด และใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะคุยกับเพื่อน คุยกับแฟน คุยกับครอบครัว หรือคุยกับตัวเอง

แต่จะบอกว่าทางลัดที่เบญชอบทำมากที่สุดเลยก็คือ หาเพื่อนฝรั่งไว้ฝึกพูดภาษาอังกฤษด้วยค่ะ

เพราะเบญเข้าใจว่าบางครั้งเราไม่ได้อยู่ในที่ ๆ รายล้อมไปด้วยคนต่างชาติ หรือในที่ ๆ มีคนอยากพูดภาษาอังกฤษกับเราอยู่ตลอดเวลา

เบญเลยเอาคอร์สที่ไว้ใช้ฝึกพูดกับติวเตอร์เจ้าของภาษา เลือกเองได้ แบบตัวต่อตัว ผ่านวีดีโอคอลมาฝากกัน:

iTalki ฝึกได้ 30-60 นาที

Cambly ฝึกพูดสั้น ๆ 15 นาที

Lingoda ฝึกเป็นกลุ่ม 3-5 คน

บอกไว้เลยว่าการฝึกใช้ภาษาอังกฤษบย่อย ๆ โดยเฉพาะกับเจ้าของภาษา จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับคุณที่จะกล้าคุยกับคนอื่นเป็นภาษาอังกฤษ

และอีกข้อดีของการฝึกพูดกับคอร์สที่เบญเอามาฝากก็คือ ติวเตอร์เค้าก็จะช่วยฟัง และช่วยให้เราออกเสียงคำภาษาอังกฤษต่าง ๆ ได้ถูกต้องขึ้น

iTalki

เหมือนกับได้เพื่อนต่างชาติเพิ่มเลยค่ะ ไม่ได้เรียนจริงจัง แบบหนักไปทางอ่าน เขียน หรือแกรมม่า แต่แค่บอกเค้าไปว่าเราอยากฝึกพูดสนทนาทั่วไป

ถ้าคุณทำตาม 7 เคล็ดลับนี้ คุณจะได้เห็นการพัฒนาในการพูดภาษาอังกฤษของตัวเอง และคุณจะรู้สึกดีใจมาก เวลาที่คุณคุยกับฝรั่ง และเค้าฟังคุณรู้เรื่อง

เพราะการออกเสียงภาษาอังกฤษชัดไม่ยาก แค่ใช้เวลา และการมีระเบียบวินัยในการฝึกเท่านั้นเองค่ะ

เลือกการแจ้งเตือน *สำคัญมาก
แจ้งเตือน
guest
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูคอมเม้นทั้งหมด

อยากเก่งภาษา แต่ไม่รู้ต้องเริ่มยังไง?

เบญมีแบบทดสอบ เพื่อช่วยหาคอร์สเรียนที่ดีที่สุด และเหมาะสมกับคุณมากที่สุด

โดยที่คุณไม่ต้องเสียเวลาไปนั่งหาเอง ราคาถูก สอนโดยเจ้าของภาษาแท้ ๆ และรับรองได้เลยว่าจะช่วยให้คุณเก่งภาษาในฝันของคุณได้ในชาตินี้อย่างแน่นอน